วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553

ประสบการณ์ทำวารสาร

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ได้รับเชิญจากสโมสรบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ไปเล่าประสบการณ์การทำและเขียนวารสารวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ให้กับพี่ๆน้องๆ นักศึกษาปริญญาโท ที่สนใจทำและเขียนวารสาร วันนี้จึงอยากนำเรื่องราวในการทำวารสารของทีมโรงพยาบาลสกลนครมาเล่าสู่กันฟัง

บอกเล่าประสบการณ์ของทีม ในการจัดทำวารสารโรงพยาบาลสกลนคร

จุดเริ่มต้น
เกิดจากความต้องการของเพื่อนร่วมงานในโรงพยาบาลที่หาที่ตีพิมพ์บทความวิจัยเพื่อเลื่อนระดับ มาบ่นว่าหาที่ตีพิมพ์ยาก ติดต่อที่ไหนก็บอกว่าเต็ม ต้องรอฉบับถัดไป จะทำอย่างไร รอไม่ไหว เพราะมันจะไม่ทันเวลา สูญเสียโอกาสอีก ทำมา...แต่ขาดการตีพิมพ์บทความวารสารก็ไม่ผ่านเกณฑ์อีก ห้องที่พี่ๆทั้งหลายมาบ่นเป็นห้องสมุดของกลุ่มการพยาบาล เป็นกุสมบัติหนังสือเก่า อาจเป็นบุญของดิฉันและพี่ๆทำให้ดิฉันเหลือบไปเห็นวารสารโรงพยาบาลสกลนคร ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 ปี 2541 เลยรีบหยิบขึ้นมาดู และสอบถามพี่ที่มีรายชื่ออยู่ในกองบรรณาธิการว่าวารสารของโรงพยาบาลของเราขาดหายไปไหน พี่เขาตอบว่า ไม่ได้ขาดแต่หายไปได้5 ปีแล้วเพราะไม่มีทีมและไม่มีบทความลงตีพิมพ์ จากจุดนี้จึงเป็นที่มาในการกู้ชีพวารสาร รพ.สน โดยดิฉันได้ไปปรึกษากับผู้อำนวยการโรงพยาบาลและหัวหน้างานพรส.ว่าอยากให้ทำวารสารโรงพยาบาลของเราต่อจะได้ไหม ท่านตอบว่า เอาซิแต่ผมไม่มีประสบการณ์นะ ดิฉันก็อมยิ้มแล้วตอบท่านว่านุชมีประสบการณ์ตอนเรียนพยาบาล เคยทำวารสารฉบับเล็กๆ แบบสมัครเล่น ชื่อว่าวารสารดอกปี๊บ เขียนเอง ชวนเพื่อนเขียน ให้อาจารย์ที่ปรึกษาคืออาจารย์สมจิต แดนสีแก้ว เป็นบรรณาธิการให้แล้วก็ส่งให้พี่ๆ น้องๆและส่งไปตามวิทยาลัยพยาบาลต่างๆ แต่ก็ไม่ยั่งยืน เพราะตอนฝึกงานไม่ได้ทำต่อ สมกับเป็นสมัครเล่นจริงๆ แต่ตอนนี้นุชอยากทำแบบมืออาชีพถ้าท่านให้โอกาส (หมายถึงเงินทุน) ผอ.ตอบว่า ลองไปศึกษาขั้นตอนการทำวารสาร หาทีมงาน และร่างโครงการและงบประมาณมาให้ผมดูก่อนแล้วกัน

จุดเปลี่ยน
1. อยากทำอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีทุน
ทุนทางปัญญา หาได้จากทีมงานทั้งเก่าและใหม่ที่มีใจและความอยากทำเหมือนกัน และควรมีความหลากหลายในวิชาชีพ
ทุนทรัพย์ เริ่มต้นต้องให้ผู้บริหารเห็นประโยชน์และอยากสนับสนุนให้เงินลงทุนก่อน จากนั้นเราจึงไปหาทุนเพิ่มจากสมาชิก เราถึงจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน
2. ทำให้เราเป็นมืออาชีพโดยการเชิญผู้เชี่ยวชาญมาพาทำ
3. ขยันหาเครือข่าย/ร่วมเป็นเครือข่ายกับวาราสารในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและวาราสารสมาคมพยาบาลฯ
4. หาพี่เลี้ยงเพราะเรายังเป็นมือใหม่ เวทีนี้ต้องมีอาจารย์พี่เลี้ยงแนะนำในเรื่องขั้นตอนการทำวารสาร สอนวิธีการบรรณาธิกรบทความ โดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการให้แก่กองบรรณาธิการ จัดหา reviewer ทั้งในและนอกโรงพยาบาล เพื่อให้บทความที่ตีพิมพ์ในวาราสารของเรามีคุณค่า น่าอ่าน ทันสมัย เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านอย่างแท้จริง

ผลที่ได้ ตอนนี้เรามีวารสารโรงพยาบาลสกลนคร ออกปีละ 3 ฉบับ ต่อเนื่องกันมาเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว สามารถดูรายละเอียดและบทความต่างๆของวารสาร รพสน. ได้ที่ http://www.sknhospital.go.th/
คนทำวารสารได้อะไร ได้บุญ ได้ความสุขใจที่ให้พี่ๆได้เลื่อนระดับ ได้ประสบการณ์ในการอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ ได้ประสบการณ์การประสานงานกับหลายๆหน่วยงาน


ปัจจัยแห่งความสำเร็จ 1. มีใจ
2. มีทีม
3.มีทุน

อุปสรรค
ขาดบทความมาตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง
ผู้ส่งบทความ ส่งล่าช้าแต่อยากได้เล่มเร็ว ส่งบทความมาไม่ตรงตามรูปแบบของวารสาร เช่น การเขียนอ้างอิง การเขียนบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
กองบรรณาธิการ ประชุมไม่สม่ำเสมอทำให้ไม่ทราบปัญหา และความก้าวหน้าของวารสาร
การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เขียนกับกองบรรณาธิการมีหลายขั้นตอนทำให้ล่าช้าและเกิดความสับสน

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คนเก่งประจำบ้าน"น้องโหน่ง"

เริ่มจากบ่ายของวันที่ 30 เมษาที่ผ่านมา หลังจากได้รับการประสานจากพยาบาลประจำตึกกุมารเวชกรรม 3 ผ่านทางโปรแกรม HHC ใน ระบบ intranet ของรพ. ที่พัฒนาโปรแกรมโดยอ.นพ.สุรพล ฉากครบุรี ดิฉันได้เข้าไปแนะนำตัวกับแม่ของน้องโหน่งพระเอกของเรื่องเล่าในวันนี้ เธอยิ้มที่มุมปากให้เล็กน้อยแทนการทักทาย จากนั้นจึงได้เริ่มการถามสารทุกข์ของน้องโหน่งและครอบครัว พลันสายตาได้เหลือบไปเห็นรูปถ่ายเด็กชายน่าตาน่ารักวางทับอยู่บนหนังสือการ์ตูน ในตอนนั้นคิดว่าคงเป็นรูปพี่ชายของโหน่ง จึงได้ถามแม่ของโหน่งไปว่าเขาผูกพันกับพี่ชายมากเหรอค่ะ ต้องเอารูปมาแทนตัว แม่โหน่งทำน่างงงงนิดหนึ่งก่อนตอบว่า รูปนี้เป็นรูปของโหน่งเอง พี่ของโหน่งโตเป็นหนุ่มแล้ว จากนั้นเธอได้นำรูปที่โหน่งได้รับรางวัลนักเรียนเรียนดีมาให้ดิฉันดู พร้อมกับเล่าเรื่องราวของเด็กชายวัย 8 ขวบผู้น่ารัก สุขภาพแข็งแรง เรียนเก่งเป็นอันดับหนึ่งของชั้นเรียน และเป็นที่รักของทุกคน ด้วยน้ำเสียงที่สั่น และมีน้ำใสใส ไหลออกจากตาทั้ง2ข้าง เมื่อเริ่มพูดถึงเหตุการณ์ ที่แม่โหน่งบอกว่า มันโหดร้ายที่สุดในชีวิตของเธอ ในตอนเย็นของวันที่ 16 เมษายน ขณะที่ครอบครัวของเธอได้เดินทางกลับจากตลาด โดยรถปิกอัป น้องโหน่งขอนั่งที่ด้านหลังกะบะ บอกว่าลมเย็นดี เมื่อมาถึงทางแยกเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นมีรถยนต์ชนที่ท้ายรถของพวกเธออย่างแรงทำให้น้องโหน่งกระเด็นออกจากรถ ศีรษะกระแทรกกับพื้นและหมดสติไป ขณะที่คนอื่นๆบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย พลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์ได้โทรศัพท์แจ้งเหตุไปที่ 1669 จากนั้นไม่นานมีรถจาก อบต. ขมิ้นได้มารับพวกเราไปโรงพยาบาล และเมื่อมาถึงหน้าโรงเรียนธาตุนารายณ์วิทยา มีรถจากโรงพยาบาลสกลนครมารับดูแลน้องโหน่งต่อ
เมื่อมาถึงรพ. หมอและพยาบาลได้มาช่วยกันดูแลใส่ท่อช่วยหายใจและส่งโหน่งไปห้องเอกซเรย์ จากนั้นคุณหมอได้มาบอกเล่าให้ทราบถึงอาการของโหน่งหมอบอกว่าโหน่งมีเลือดออกในสมองซีกขวาต้องรักษาโดยการผ่าตัด กลับจากห้องผ่าตัดโหน่งได้พักรักษาที่ตึกกุมารเวชกรรม 3 การรักษาระหว่างที่อยู่ในโรงพยาบาลนอกจากผ่าตัดที่กระโหลกศีรษะแล้วยังได้ผ่าตัดเจาะคอเพื่อใส่ท่อหลอดลมคอ ใส่สายยางให้อาหารทางจมูก ให้น้ำเกลือและยาทางหลอดเลือด และใส่สายสวนปัสสาวะ เพราะโหน่งมีแขนขาซ้ายอ่อนแรง และพูดคุยไม่ได้ ครอบครัวของโหน่งตอนแรกรู้สึกเสียใจและกังวลมากที่โหน่งเป็นอย่างนี้
แต่ก็สามารถคลายความทุกข์ไปจากการที่มีหมอและพยาบาลประจำตึกมาพูดคุยให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการ โรค ยา ที่รักษา เปิดโอกาสให้ได้พูดคุย ซักถามเมื่อมีปัญหา ให้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการรักษา สอน สาธิตการดูแลผู้ป่วยใส่ท่อหลอดลมคอ การใช้เครื่องดูดเสมหะ การให้อาหารทางสายยาง มีนักสังคมสงเคราะห์มาดูแลเกี่ยวกับค่ารักษา มีนักกายภาพบำบัดมาสอน สาธิตการฟื้นฟูสภาพ และได้รับการสอนสาธิตการทำอาหารปั่นผสมจากโภชนากร สำหรับการจัดบ้านและสิ่งแวดล้อม และการดูแลตนเองที่บ้าน ได้รับคำแนะนำจากพยาบาลงานวางแผนจำหน่าย โดยใช้สื่อในการให้ข้อมูลเป็นคู่มือ เรื่อง การดูแลตนเองที่บ้านและการดูแลต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ ก่อนกลับบ้านน้องโหน่งได้รับการประเมินสภาพและประเมินความเข้าใจของมารดาเกี่ยวกบการดูแลตนเองก่อนจำหน่าย สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมหรือปรึกษาทางโทรศัพท์กรณีที่มีปัญหาในการดูแลตนเองได้
ในวันที่กลับบ้านมีพยาบาลจากสถานีอนามัยเข้ามารับน้องโหน่งและเครื่องดูดเสมหะกลับไปส่งที่บ้านและช่วยกันจัดเตรียมบ้านให้
หลังจากจำหน่ายจากรพ.มีทีมดูแลสุขภาพต่อเนื่องประกอบด้วยพยาบาลจากสถานีอนามัย อสม. พยาบาลงานวางแผนจำหน่าย พยาบาลปฏิบัติการขั้นสูง (APN) สาขากุมารเวชกรรม และนักกายภาพบำบัด ออกติดตามเยี่ยมบ้านอีก 3 ครั้ง
ครั้งแรกหลังจากจำหน่ายได้ 5 วัน ครั้งที่ 2 หลังจำหน่ายได้ 2 สัปดาห์ และครั้งที่ 3 หลังจำหน่ายได้ 1 เดือน
เพราะการวางแผนจำหน่ายตั้งแต่อยู่โรงพยาบาลจนกระทั่งอยู่ที่บ้าน ความรักของคนในครอบรัว ความพยายามของโหน่ง แม้ในวันนี้น้องโหน่งยังเดินเองได้ไม่คล่องนัก แต่ทุกคนในครอบครัวและน้องโหน่งมีความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าจะเป็นก้าวแรกที่นำพาก้าวที่มั่นคงให้กับโหน่งตลอดไป

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เรื่องของน้องฮีโน่ ตอนที่ 1

เมื่อคืนวันปีใหม่ปี 2550 หน่วยกู้ชีพ โรงพยาบาลสกลนคร ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากพลเมืองดีพบมีผู้บาดเจ็บจากการขับขี่มอเตอร์ไซด์ชนกับเสาไฟฟ้าบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 2 ถนน สกลนคร -นาแก จำนวน 1 ราย เป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ นอนสลบอยู่ข้างรถมอเตอร์ไซด์ มีบาดแผลถลอกบริเวณใบหน้า แขน และที่ขามีแผลฉีกขาด หน่วยกู้ชีพประกอบด้วยพยาบาลกู้ชีพ พนักงานเวชกิจฉุกเฉิน พนักงานเปล และพนักงานขับรถ ไปถึงทีเกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ ชีพจรเต้นช้าและเบา จึงได้ทำการช่วยฟื้นคืนชีพ แจ้งอาการกลับมาที่หน่วยกู้ชีพ แพทย์ให้ทำการช่วยหายใจโดยใส่ท่อช่วยหายใจ ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ขณะนำผู้บาดเจ็บมาที่งานอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัวขยับแขนและมือ ทีมแพทย์และพยาบาลได้มาประเมินอาการผู้ป่วย ประสาทศัลยแพทย์ได้ส่งไปตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง พบว่ามีเลือดออกในสมอง ต้องได้รับการผ่าตัดโดยด่วน ซึ่งในขณะนั้นทางตำรวจได้ออกติดตามหาญาติผู้บาดเจ็บจากทะเบียนรถเพราะในตัวของผู้บาดเจ็บไม่มีหลักฐานสำคัญใดใดเลยทั้งบัตรประจำตัวหรือกระเป๋าสตังค์ ทางโรงพยาบาลจึงไม่สมารถระบุตัวผู้ป่วยได้ จึงใช้นามว่าชายไม่ทราบชื่อ สวมเสื้อสีแดงกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน เข้ารับการผ่าตัดโดยด่วนเพื่อนำเลือดออกจากสมองทันที

หลังผ่าตัดได้ให้เข้าพักรักษาตัวที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมระบบประสาท เข้าพักได้ประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเช้าวันถัดมาตำรวจได้พาญาติมาเยี่ยมดูอาการผู้ป่วย ทำให้เราทราบว่า ชายไม่ทราบชื่อคนนี้เป็นใคร ชายคนนี้เป็นเด็กชายอายุ 14 ปี นามสมมุตว่าน้องโน่ อาศัยอยู่กับคุณแม่และน้องชายอีก 1 คน คุณพ่อเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อ 3 ปี ขณะที่คุณแม่ของโน่พึงคลอดน้องออกมาได้ 2 เดือน ครอบครัวของพ่อโน่มีกิจการอู่ซ่อมรถบรรทุกและรถไถ่ เป็นกิจการของครอบครัวมีคุณตาเป็นเจ้าของกิจการ คุณแม่ของโน่เป็นคนทำบัญชี คุณลุงและพ่อโน่เป็นช่างใหญ่ประจำอู่ หลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิตคุณแม่และครอบครัวของโน่ก็ยังคงทำงานอยู่ในอู่ของคุณตาต่อไป

คุณแม่ของโน่เล่าว่า โน่มีนิสัยคล้ายพ่อชอบเรื่องเครื่องยนต์กลไก ชอบแต่งรถ ซ่อมรถ นิสัยร่าเริง สนุกสนาน คืนเกิดเหตุได้ขออนุญาตแม่ไปฉลองปีใหม่บ้านลุงที่หมู่บ้านใกล้ๆ และเคยไปค้างบ้านลุงอยู่บ่อยๆ จึงอนุญาตให้ไป มาทราบว่าประสบอุบัติเหตุจากตำรวจมาสอบถามที่อู่ว่าที่บ้านใช้รถทะเบียนหมายเลขนี้หรือไม่ มีใครใช้รถคันนี้ไหมเมื่อคืน จึงได้ตามตำรวจมาดู เป็นลูกชายของตนเองจริงๆ รู้สึกตกใจ และกลัวเขาจะตามพ่อเขาไป ประสาทศัลยแพทย์จึงได้ทำการย้ายผู้ป่วยไปพักรักษาที่หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม 3 ซึ่งรับผู้ป่วยเด็กอายุระหว่าง 5 ปี ถึง 14 ปี 11 เดือน

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

R2R (ต่อ)


เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 คณะกรรมการจัดการความรู้โรงพยาบาลสกลนคร ได้จัดเวทีเสวนาประเด็น ทำวิจัย ใครก็ทำได้ โดยนำหัวหน้าโครงการวิจัยที่ได้รับรางวัลผลงานวิชาการดีเด่นของกระทรวงสาธารณสุข 2 เรื่อง มาเล่าSuccess Story telling ถึงความสำเร็จของงาน เหตุปัจจัยใดที่เป็นปัจจัยหลักที่นำมาซึ่งความสำเร็จ ได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้พอสมควร จากการทำ AAR พบว่า ชาวโรงพยาบาลสกลนครสนใจที่จะพัฒนางานประจำโดยใช้กระบวนการวิจัยแต่ส่วนใหญ่ยังกลัวการทำวิจัย กลัวใช้สถิติวิจัยไม่ถูกต้อง กลัวไม่มีเวลา กลัวๆๆๆๆๆๆ ทีมคณะกรรมการวิจัยจึงได้เสนอตัวเข้าช่วยโดยการจัดตารางให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาแก่ผู้สนใจอย่างใกล้ชิดและท่านประธานได้ประสานงานกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นที่ปรึกษางานวิจัยอีกด้วย ทีมคุณเอื้อและคุณอำนวยต่างช่วยกันเป็นทั้งกำลังใจ และหาแหล่งสนับสนุนมาให้ในเร็วๆวันนี้ โรงพยาบาลสกลนครคงมีงานวิจัยจากงานประจำเพิ่มขึ้น

มาทำR2Rกันเถอะ

ปีงบประมาณ 2552 นี้โรงพยาบาลสกลนครมีนโยบายในการสร้างองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยการจัดการความรู้ วิธีหนึ่งที่เรานำมาใช้คือการทำ R2R พัฒนางานประจำโดยใช้กระบวนการวิจัย

เพื่อหาแนวทางการปฏิบัติที่ดีและจะพัฒนาสู่ Best Practice ได้ จนเกิดผลลัพธ์ที่ดีทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ



ก่อนอื่นเราควรมาทำความเข้าใจกับวิธีการทำ R2R ของพยาบาลที่นำมาใช้เพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ


การสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาล โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์

ความหมายของ EBP (Evidence based practice:EBP)
การปฏิบัติตามหลักฐานเชิงประจักษ์ หมายถึง กำหนดประเด็นปัญหาทางคลินิก การตัดสินใจทางคลินิกเกี่ยวกับการใช้หัตถการ/การรักษาที่จะให้กับผู้ป่วย/ผู้รับบริการ บนหลักฐานที่ดีที่สุด ในขณะนั้น ร่วมกับประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญทางคลินิกและความคิดเห็นหรือความชื่นชอบของผู้ป่วย ในรูปของ แนวปฏิบัติทางการพยาบาล(CPG) คู่มือการพยาบาล(Protocol)

กระบวนการพัฒนา Evidence-Based Practice : EBP
1. กำหนดประเด็นปัญหาทางคลินิก 2. สืบค้นงานวิจัย 3. สังเคราะห์หลักฐานที่ดีที่สุด
4. สร้างแนวปฏิบัติและนำ CPG ที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้
5. การนำ CPG ที่มีการปรับปรุงไปใช้ในการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการพัฒนา CPG
1.มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์
2.มีการทบทวนเป็นระยะ
3.การประเมินผลการนำไปใช้และผลกระทบ คำนึงถึงผู้ใช้และผู้รับบริการ
4.พัฒนาตามความเหมาะสมของข้อจำกัดที่มีอยู่
5.สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ได้
6.ดำเนินการโดยบุคลากรหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง(Multidisciplinary)
7.ต้องมีทีมงานที่รับผิดชอบ
8.สามารถนำไปใช้ปฏิบัติในคลินิกได้
9.สร้างขึ้นจากหลักฐานเชิงประจักษ์

ครั้งนี้อาจพอได้วิธีการหนึ่งของการทำ R2R ไปบ้าง แล้วท่านล่ะค่ะ ทำอย่างไร มาแลกเปลี่ยนกับเราบ้าง



วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

เล่าสู่กันฟัง

เราได้เข้าไปอ่านเจอตัวอย่างดีๆของโครงการพยาบาลประจำบ้าน (Nurse House) ของ โรงพยาบาลพยุหะคีรี อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ที่ได้จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนารูปแบบบริการและคุณภาพการดูแลกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้โดยมีกรอบแนวคิดด้านการบริการเชิงรุกเป็นระบบเครือข่ายในโรงพยาบาลร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของญาติในการดูแลผู้ป่วย ส่งเสริมความเชื่อมั่นในความสามารถของญาติโดยการให้ความรู้และสอนทักษะปฏิบัติในการดูแล ผู้ป่วย สร้างระบบเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
เขียนโดยคุณนิตยา ทองหล่อ พยาบาลวิชาชีพ เธอได้สรุปจุดที่เป็น “วิธีปฏิบัติที่เป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยม” ไว้ดังนี้
1. มีบริการตามความต้องการพิเศษของผู้รับบริการได้แก่ ให้บริการทางการแพทย์และพยาบาลแก่ผู้ป่วยที่บ้าน บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง จัดบริการรถพยาบาลรับ – ส่งผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง
2. สร้างระบบเครือข่ายระหว่างญาติผู้ป่วยเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย
3. ชุมชนมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ป่วยโดยจัดตั้ง”โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน”บริจาคเงินเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นเช่น ที่นอนลม เครื่องดูดเสมหะ เตียงนอนสำหรับผู้ป่วย เป็นต้น
แนวทางการปรับปรุงและการดำเนินการใช้กระบวนการ P-D-C-A จัดทำโครงการพยาบาลประจำบ้าน (Nurse House) คือ
1. ค้นหาปัญหา ความต้องการ จุดเด่น จุดด้อยและพลังอำนาจของญาติต่อการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน
2. การทำงานเชิงรุกเป็นระบบเครือข่ายในโรงพยาบาลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ร่วมกันจัดทำโปรแกรมในการดูแลผู้ป่วยและแนวทางปฏิบัติทางคลินิก(Clinical Practice Guideline ,CPG)
3. มีการวางแผนร่วมกันในทีมสหสาขาวิชาชีพเพื่อให้ความรู้และสอนทักษะปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยแก่ญาติก่อนกลับบ้าน
4. สร้างระบบเครือข่ายของญาติผู้ป่วยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย
5. การประสานการดูแล/การช่วยเหลือ- จัดตั้ง Call center เพื่อให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง - ให้บริการด้านสุขภาพโดยไม่ต้องนำผู้ป่วยมาโรงพยาบาล- จัดรถพยาบาลรับ-ส่งผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง- ชุมชนมีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยโดยจัดตั้งเป็น”โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน”บริจาคเงินเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็น เช่น รถเข็นนั่งสำหรับผู้ป่วย,ที่นอนลม ,เครื่องดูดเสมหะ เป็นต้น
ปัญหา - อุปสรรค ขาดบุคลากรสุขภาพทีมีความชำนาญ (Expertise) เฉพาะเรื่องในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และข้อจำกัดด้านบุคลากรนอกเวลาราชการทำให้ความไวในการตอบสนองต่อปัญหา ความต้องการของผู้ป่วยลดลง
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ผู้บริหารให้ความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทำให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพระบบบริการงานHome Health Care โดยมีการจัดทำแนวทางปฏิบัติทางคลินิก (Clinical Practice Guide Line, CPG) และออกแบบกระบวนการที่ยืดหยุ่นตรงกับความต้องการพิเศษของผู้ป่วย/ญาติ ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ, ชุมชนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยเอกสาร

เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีและน่าชื่นชม และขอบพระคุณทีมงานของโรงพยาบาลพยุหะคีรี

ที่ได้นำเสนอสิ่งดีๆเหล่านี้ให้พวกเราได้เรียนรู้และนำมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้

ขอบพระคุณหลายเด้อพี่น้อง