วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คนเก่งประจำบ้าน"น้องโหน่ง"

เริ่มจากบ่ายของวันที่ 30 เมษาที่ผ่านมา หลังจากได้รับการประสานจากพยาบาลประจำตึกกุมารเวชกรรม 3 ผ่านทางโปรแกรม HHC ใน ระบบ intranet ของรพ. ที่พัฒนาโปรแกรมโดยอ.นพ.สุรพล ฉากครบุรี ดิฉันได้เข้าไปแนะนำตัวกับแม่ของน้องโหน่งพระเอกของเรื่องเล่าในวันนี้ เธอยิ้มที่มุมปากให้เล็กน้อยแทนการทักทาย จากนั้นจึงได้เริ่มการถามสารทุกข์ของน้องโหน่งและครอบครัว พลันสายตาได้เหลือบไปเห็นรูปถ่ายเด็กชายน่าตาน่ารักวางทับอยู่บนหนังสือการ์ตูน ในตอนนั้นคิดว่าคงเป็นรูปพี่ชายของโหน่ง จึงได้ถามแม่ของโหน่งไปว่าเขาผูกพันกับพี่ชายมากเหรอค่ะ ต้องเอารูปมาแทนตัว แม่โหน่งทำน่างงงงนิดหนึ่งก่อนตอบว่า รูปนี้เป็นรูปของโหน่งเอง พี่ของโหน่งโตเป็นหนุ่มแล้ว จากนั้นเธอได้นำรูปที่โหน่งได้รับรางวัลนักเรียนเรียนดีมาให้ดิฉันดู พร้อมกับเล่าเรื่องราวของเด็กชายวัย 8 ขวบผู้น่ารัก สุขภาพแข็งแรง เรียนเก่งเป็นอันดับหนึ่งของชั้นเรียน และเป็นที่รักของทุกคน ด้วยน้ำเสียงที่สั่น และมีน้ำใสใส ไหลออกจากตาทั้ง2ข้าง เมื่อเริ่มพูดถึงเหตุการณ์ ที่แม่โหน่งบอกว่า มันโหดร้ายที่สุดในชีวิตของเธอ ในตอนเย็นของวันที่ 16 เมษายน ขณะที่ครอบครัวของเธอได้เดินทางกลับจากตลาด โดยรถปิกอัป น้องโหน่งขอนั่งที่ด้านหลังกะบะ บอกว่าลมเย็นดี เมื่อมาถึงทางแยกเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นมีรถยนต์ชนที่ท้ายรถของพวกเธออย่างแรงทำให้น้องโหน่งกระเด็นออกจากรถ ศีรษะกระแทรกกับพื้นและหมดสติไป ขณะที่คนอื่นๆบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย พลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์ได้โทรศัพท์แจ้งเหตุไปที่ 1669 จากนั้นไม่นานมีรถจาก อบต. ขมิ้นได้มารับพวกเราไปโรงพยาบาล และเมื่อมาถึงหน้าโรงเรียนธาตุนารายณ์วิทยา มีรถจากโรงพยาบาลสกลนครมารับดูแลน้องโหน่งต่อ
เมื่อมาถึงรพ. หมอและพยาบาลได้มาช่วยกันดูแลใส่ท่อช่วยหายใจและส่งโหน่งไปห้องเอกซเรย์ จากนั้นคุณหมอได้มาบอกเล่าให้ทราบถึงอาการของโหน่งหมอบอกว่าโหน่งมีเลือดออกในสมองซีกขวาต้องรักษาโดยการผ่าตัด กลับจากห้องผ่าตัดโหน่งได้พักรักษาที่ตึกกุมารเวชกรรม 3 การรักษาระหว่างที่อยู่ในโรงพยาบาลนอกจากผ่าตัดที่กระโหลกศีรษะแล้วยังได้ผ่าตัดเจาะคอเพื่อใส่ท่อหลอดลมคอ ใส่สายยางให้อาหารทางจมูก ให้น้ำเกลือและยาทางหลอดเลือด และใส่สายสวนปัสสาวะ เพราะโหน่งมีแขนขาซ้ายอ่อนแรง และพูดคุยไม่ได้ ครอบครัวของโหน่งตอนแรกรู้สึกเสียใจและกังวลมากที่โหน่งเป็นอย่างนี้
แต่ก็สามารถคลายความทุกข์ไปจากการที่มีหมอและพยาบาลประจำตึกมาพูดคุยให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการ โรค ยา ที่รักษา เปิดโอกาสให้ได้พูดคุย ซักถามเมื่อมีปัญหา ให้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการรักษา สอน สาธิตการดูแลผู้ป่วยใส่ท่อหลอดลมคอ การใช้เครื่องดูดเสมหะ การให้อาหารทางสายยาง มีนักสังคมสงเคราะห์มาดูแลเกี่ยวกับค่ารักษา มีนักกายภาพบำบัดมาสอน สาธิตการฟื้นฟูสภาพ และได้รับการสอนสาธิตการทำอาหารปั่นผสมจากโภชนากร สำหรับการจัดบ้านและสิ่งแวดล้อม และการดูแลตนเองที่บ้าน ได้รับคำแนะนำจากพยาบาลงานวางแผนจำหน่าย โดยใช้สื่อในการให้ข้อมูลเป็นคู่มือ เรื่อง การดูแลตนเองที่บ้านและการดูแลต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ ก่อนกลับบ้านน้องโหน่งได้รับการประเมินสภาพและประเมินความเข้าใจของมารดาเกี่ยวกบการดูแลตนเองก่อนจำหน่าย สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมหรือปรึกษาทางโทรศัพท์กรณีที่มีปัญหาในการดูแลตนเองได้
ในวันที่กลับบ้านมีพยาบาลจากสถานีอนามัยเข้ามารับน้องโหน่งและเครื่องดูดเสมหะกลับไปส่งที่บ้านและช่วยกันจัดเตรียมบ้านให้
หลังจากจำหน่ายจากรพ.มีทีมดูแลสุขภาพต่อเนื่องประกอบด้วยพยาบาลจากสถานีอนามัย อสม. พยาบาลงานวางแผนจำหน่าย พยาบาลปฏิบัติการขั้นสูง (APN) สาขากุมารเวชกรรม และนักกายภาพบำบัด ออกติดตามเยี่ยมบ้านอีก 3 ครั้ง
ครั้งแรกหลังจากจำหน่ายได้ 5 วัน ครั้งที่ 2 หลังจำหน่ายได้ 2 สัปดาห์ และครั้งที่ 3 หลังจำหน่ายได้ 1 เดือน
เพราะการวางแผนจำหน่ายตั้งแต่อยู่โรงพยาบาลจนกระทั่งอยู่ที่บ้าน ความรักของคนในครอบรัว ความพยายามของโหน่ง แม้ในวันนี้น้องโหน่งยังเดินเองได้ไม่คล่องนัก แต่ทุกคนในครอบครัวและน้องโหน่งมีความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าจะเป็นก้าวแรกที่นำพาก้าวที่มั่นคงให้กับโหน่งตลอดไป

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เรื่องของน้องฮีโน่ ตอนที่ 1

เมื่อคืนวันปีใหม่ปี 2550 หน่วยกู้ชีพ โรงพยาบาลสกลนคร ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากพลเมืองดีพบมีผู้บาดเจ็บจากการขับขี่มอเตอร์ไซด์ชนกับเสาไฟฟ้าบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 2 ถนน สกลนคร -นาแก จำนวน 1 ราย เป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ นอนสลบอยู่ข้างรถมอเตอร์ไซด์ มีบาดแผลถลอกบริเวณใบหน้า แขน และที่ขามีแผลฉีกขาด หน่วยกู้ชีพประกอบด้วยพยาบาลกู้ชีพ พนักงานเวชกิจฉุกเฉิน พนักงานเปล และพนักงานขับรถ ไปถึงทีเกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ ชีพจรเต้นช้าและเบา จึงได้ทำการช่วยฟื้นคืนชีพ แจ้งอาการกลับมาที่หน่วยกู้ชีพ แพทย์ให้ทำการช่วยหายใจโดยใส่ท่อช่วยหายใจ ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ขณะนำผู้บาดเจ็บมาที่งานอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัวขยับแขนและมือ ทีมแพทย์และพยาบาลได้มาประเมินอาการผู้ป่วย ประสาทศัลยแพทย์ได้ส่งไปตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง พบว่ามีเลือดออกในสมอง ต้องได้รับการผ่าตัดโดยด่วน ซึ่งในขณะนั้นทางตำรวจได้ออกติดตามหาญาติผู้บาดเจ็บจากทะเบียนรถเพราะในตัวของผู้บาดเจ็บไม่มีหลักฐานสำคัญใดใดเลยทั้งบัตรประจำตัวหรือกระเป๋าสตังค์ ทางโรงพยาบาลจึงไม่สมารถระบุตัวผู้ป่วยได้ จึงใช้นามว่าชายไม่ทราบชื่อ สวมเสื้อสีแดงกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน เข้ารับการผ่าตัดโดยด่วนเพื่อนำเลือดออกจากสมองทันที

หลังผ่าตัดได้ให้เข้าพักรักษาตัวที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมระบบประสาท เข้าพักได้ประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเช้าวันถัดมาตำรวจได้พาญาติมาเยี่ยมดูอาการผู้ป่วย ทำให้เราทราบว่า ชายไม่ทราบชื่อคนนี้เป็นใคร ชายคนนี้เป็นเด็กชายอายุ 14 ปี นามสมมุตว่าน้องโน่ อาศัยอยู่กับคุณแม่และน้องชายอีก 1 คน คุณพ่อเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อ 3 ปี ขณะที่คุณแม่ของโน่พึงคลอดน้องออกมาได้ 2 เดือน ครอบครัวของพ่อโน่มีกิจการอู่ซ่อมรถบรรทุกและรถไถ่ เป็นกิจการของครอบครัวมีคุณตาเป็นเจ้าของกิจการ คุณแม่ของโน่เป็นคนทำบัญชี คุณลุงและพ่อโน่เป็นช่างใหญ่ประจำอู่ หลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิตคุณแม่และครอบครัวของโน่ก็ยังคงทำงานอยู่ในอู่ของคุณตาต่อไป

คุณแม่ของโน่เล่าว่า โน่มีนิสัยคล้ายพ่อชอบเรื่องเครื่องยนต์กลไก ชอบแต่งรถ ซ่อมรถ นิสัยร่าเริง สนุกสนาน คืนเกิดเหตุได้ขออนุญาตแม่ไปฉลองปีใหม่บ้านลุงที่หมู่บ้านใกล้ๆ และเคยไปค้างบ้านลุงอยู่บ่อยๆ จึงอนุญาตให้ไป มาทราบว่าประสบอุบัติเหตุจากตำรวจมาสอบถามที่อู่ว่าที่บ้านใช้รถทะเบียนหมายเลขนี้หรือไม่ มีใครใช้รถคันนี้ไหมเมื่อคืน จึงได้ตามตำรวจมาดู เป็นลูกชายของตนเองจริงๆ รู้สึกตกใจ และกลัวเขาจะตามพ่อเขาไป ประสาทศัลยแพทย์จึงได้ทำการย้ายผู้ป่วยไปพักรักษาที่หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม 3 ซึ่งรับผู้ป่วยเด็กอายุระหว่าง 5 ปี ถึง 14 ปี 11 เดือน

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

R2R (ต่อ)


เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 คณะกรรมการจัดการความรู้โรงพยาบาลสกลนคร ได้จัดเวทีเสวนาประเด็น ทำวิจัย ใครก็ทำได้ โดยนำหัวหน้าโครงการวิจัยที่ได้รับรางวัลผลงานวิชาการดีเด่นของกระทรวงสาธารณสุข 2 เรื่อง มาเล่าSuccess Story telling ถึงความสำเร็จของงาน เหตุปัจจัยใดที่เป็นปัจจัยหลักที่นำมาซึ่งความสำเร็จ ได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้พอสมควร จากการทำ AAR พบว่า ชาวโรงพยาบาลสกลนครสนใจที่จะพัฒนางานประจำโดยใช้กระบวนการวิจัยแต่ส่วนใหญ่ยังกลัวการทำวิจัย กลัวใช้สถิติวิจัยไม่ถูกต้อง กลัวไม่มีเวลา กลัวๆๆๆๆๆๆ ทีมคณะกรรมการวิจัยจึงได้เสนอตัวเข้าช่วยโดยการจัดตารางให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาแก่ผู้สนใจอย่างใกล้ชิดและท่านประธานได้ประสานงานกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นที่ปรึกษางานวิจัยอีกด้วย ทีมคุณเอื้อและคุณอำนวยต่างช่วยกันเป็นทั้งกำลังใจ และหาแหล่งสนับสนุนมาให้ในเร็วๆวันนี้ โรงพยาบาลสกลนครคงมีงานวิจัยจากงานประจำเพิ่มขึ้น

มาทำR2Rกันเถอะ

ปีงบประมาณ 2552 นี้โรงพยาบาลสกลนครมีนโยบายในการสร้างองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยการจัดการความรู้ วิธีหนึ่งที่เรานำมาใช้คือการทำ R2R พัฒนางานประจำโดยใช้กระบวนการวิจัย

เพื่อหาแนวทางการปฏิบัติที่ดีและจะพัฒนาสู่ Best Practice ได้ จนเกิดผลลัพธ์ที่ดีทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ



ก่อนอื่นเราควรมาทำความเข้าใจกับวิธีการทำ R2R ของพยาบาลที่นำมาใช้เพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ


การสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาล โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์

ความหมายของ EBP (Evidence based practice:EBP)
การปฏิบัติตามหลักฐานเชิงประจักษ์ หมายถึง กำหนดประเด็นปัญหาทางคลินิก การตัดสินใจทางคลินิกเกี่ยวกับการใช้หัตถการ/การรักษาที่จะให้กับผู้ป่วย/ผู้รับบริการ บนหลักฐานที่ดีที่สุด ในขณะนั้น ร่วมกับประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญทางคลินิกและความคิดเห็นหรือความชื่นชอบของผู้ป่วย ในรูปของ แนวปฏิบัติทางการพยาบาล(CPG) คู่มือการพยาบาล(Protocol)

กระบวนการพัฒนา Evidence-Based Practice : EBP
1. กำหนดประเด็นปัญหาทางคลินิก 2. สืบค้นงานวิจัย 3. สังเคราะห์หลักฐานที่ดีที่สุด
4. สร้างแนวปฏิบัติและนำ CPG ที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้
5. การนำ CPG ที่มีการปรับปรุงไปใช้ในการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการพัฒนา CPG
1.มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์
2.มีการทบทวนเป็นระยะ
3.การประเมินผลการนำไปใช้และผลกระทบ คำนึงถึงผู้ใช้และผู้รับบริการ
4.พัฒนาตามความเหมาะสมของข้อจำกัดที่มีอยู่
5.สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ได้
6.ดำเนินการโดยบุคลากรหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง(Multidisciplinary)
7.ต้องมีทีมงานที่รับผิดชอบ
8.สามารถนำไปใช้ปฏิบัติในคลินิกได้
9.สร้างขึ้นจากหลักฐานเชิงประจักษ์

ครั้งนี้อาจพอได้วิธีการหนึ่งของการทำ R2R ไปบ้าง แล้วท่านล่ะค่ะ ทำอย่างไร มาแลกเปลี่ยนกับเราบ้าง



วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

เล่าสู่กันฟัง

เราได้เข้าไปอ่านเจอตัวอย่างดีๆของโครงการพยาบาลประจำบ้าน (Nurse House) ของ โรงพยาบาลพยุหะคีรี อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ที่ได้จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนารูปแบบบริการและคุณภาพการดูแลกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้โดยมีกรอบแนวคิดด้านการบริการเชิงรุกเป็นระบบเครือข่ายในโรงพยาบาลร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของญาติในการดูแลผู้ป่วย ส่งเสริมความเชื่อมั่นในความสามารถของญาติโดยการให้ความรู้และสอนทักษะปฏิบัติในการดูแล ผู้ป่วย สร้างระบบเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
เขียนโดยคุณนิตยา ทองหล่อ พยาบาลวิชาชีพ เธอได้สรุปจุดที่เป็น “วิธีปฏิบัติที่เป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยม” ไว้ดังนี้
1. มีบริการตามความต้องการพิเศษของผู้รับบริการได้แก่ ให้บริการทางการแพทย์และพยาบาลแก่ผู้ป่วยที่บ้าน บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง จัดบริการรถพยาบาลรับ – ส่งผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง
2. สร้างระบบเครือข่ายระหว่างญาติผู้ป่วยเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย
3. ชุมชนมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ป่วยโดยจัดตั้ง”โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน”บริจาคเงินเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นเช่น ที่นอนลม เครื่องดูดเสมหะ เตียงนอนสำหรับผู้ป่วย เป็นต้น
แนวทางการปรับปรุงและการดำเนินการใช้กระบวนการ P-D-C-A จัดทำโครงการพยาบาลประจำบ้าน (Nurse House) คือ
1. ค้นหาปัญหา ความต้องการ จุดเด่น จุดด้อยและพลังอำนาจของญาติต่อการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน
2. การทำงานเชิงรุกเป็นระบบเครือข่ายในโรงพยาบาลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ร่วมกันจัดทำโปรแกรมในการดูแลผู้ป่วยและแนวทางปฏิบัติทางคลินิก(Clinical Practice Guideline ,CPG)
3. มีการวางแผนร่วมกันในทีมสหสาขาวิชาชีพเพื่อให้ความรู้และสอนทักษะปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยแก่ญาติก่อนกลับบ้าน
4. สร้างระบบเครือข่ายของญาติผู้ป่วยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย
5. การประสานการดูแล/การช่วยเหลือ- จัดตั้ง Call center เพื่อให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง - ให้บริการด้านสุขภาพโดยไม่ต้องนำผู้ป่วยมาโรงพยาบาล- จัดรถพยาบาลรับ-ส่งผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง- ชุมชนมีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยโดยจัดตั้งเป็น”โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน”บริจาคเงินเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็น เช่น รถเข็นนั่งสำหรับผู้ป่วย,ที่นอนลม ,เครื่องดูดเสมหะ เป็นต้น
ปัญหา - อุปสรรค ขาดบุคลากรสุขภาพทีมีความชำนาญ (Expertise) เฉพาะเรื่องในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และข้อจำกัดด้านบุคลากรนอกเวลาราชการทำให้ความไวในการตอบสนองต่อปัญหา ความต้องการของผู้ป่วยลดลง
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ผู้บริหารให้ความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทำให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพระบบบริการงานHome Health Care โดยมีการจัดทำแนวทางปฏิบัติทางคลินิก (Clinical Practice Guide Line, CPG) และออกแบบกระบวนการที่ยืดหยุ่นตรงกับความต้องการพิเศษของผู้ป่วย/ญาติ ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ, ชุมชนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยเอกสาร

เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีและน่าชื่นชม และขอบพระคุณทีมงานของโรงพยาบาลพยุหะคีรี

ที่ได้นำเสนอสิ่งดีๆเหล่านี้ให้พวกเราได้เรียนรู้และนำมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้

ขอบพระคุณหลายเด้อพี่น้อง

การดูแลต่อเนื่องกับการวางแผนจำหน่าย

จากภาพกระบวนการดูแลสุขภาพต่อเนื่องจากบทความที่ผ่านมานั้น กระบวนการที่ทำใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ได้ราบรื่นนัก มีปัญหาที่ท้าท้ายเราตลอด ตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้นทีมเราจึงขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเผชิญปัญหาที่เราพบในระยะแรก

1. ทีมสับสนในความหมายระหว่างการดูแลต่อเนื่องกับการวางแผนจำหน่าย เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

พวกเราได้ไปทบทวนความรู้แล้วมาทำความเข้าใจกับทีม เพื่อวางพื้นฐานการทำงานที่เริ่มต้นจากการมีความรู้ ความเข้าใจที่ตรงกันกัน จะได้ไม่เกิดความสับสนในการนำความรู้ไปปฏิบัติ สิ่งที่เราทบทวนได้มีดังนี้

การดูแลต่อเนื่อง (Continuing care) หมายถึงการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม บูรณาการที่ตอบสนองความต้องการหรือปัญหาของผู้ป่วยที่ครอบคลุมตั้งแต่โรงพยาบาลถึงบ้าน (Bull & Gross,2000 และ วิลาวัณย์และประยงค์,2538) เป็นการบริการที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ สร้างความพึงพอใจ สร้างทักษะให้ผู้ป่วยและครอบครัวพึ่งตนเองได้ ลดการเจ็บป่วยและพิการ สร้างคุณภาพชีวิตและอยู่ในสังคมอย่างมี คุณค่า(วิลาวัณย์และประยงค์,2538) การดูแลต่อเนื่องประกอบด้วย การวางแผนจำหน่าย การส่งต่อและ การบริการสุขภาพที่บ้าน (อุไร, 2543 และสิริวรรณและคณะ, 2549)

1. การวางแผนจำหน่าย (Discharge planning) หมายถึง กระบวนการช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสม และต่อเนื่อง จากโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมใหม่ของผู้ป่วยภายหลังการจำหน่ายจากโรงพยาบาล โดยได้รับความร่วมมือประสานงานกันระหว่างบุคลากรใน ทีมสุขภาพ ตัวผู้ป่วยและครอบครัว(สิริวรรณและคณะ, 2549, McKeehan, 1981 และวันเพ็ญและอุษาวดี, 2546) ประกอบด้วยขั้นตอนการประเมินปัญหาความต้องการ การวินิจฉัยปัญหา การลงมือปฏิบัติ และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง โดยการเตรียมผู้ป่วยและครอบครัวให้พร้อม เพื่อกลับไปดูแลและฟื้นฟูต่อที่บ้าน มีทีมสุขภาพร่วมกันฝึกให้ผู้ป่วยและครอบครัว เกิดทักษะที่จะดูแลตนเองที่บ้าน สามารถตัดสินใจและแก้ปัญหา โดยนำเอาทรัพยากรในบ้านและชุมชนมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต เพื่อให้อยู่อย่างปกติที่สุด
2. การส่งต่อ (Referral) เป็นกระบวนการส่งผู้ป่วยไปยังสถานที่ต่าง ๆ คือ สถานบริการใกล้บ้าน บ้าน สถานสงเคราะห์ และอื่น ๆ ตามที่ผู้ป่วยต้องการ หรือตามความเหมาะสม เพื่อให้ได้รับการดูแลต่อเนื่อง การส่งต่อต้องการความร่วมมือและประสานงานระหว่างทีมสหสาขาวิชาชีพ ระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพจะถูกเตรียมตั้งแต่ผู้ป่วยพักรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยมีการสื่อสารกันระหว่างโรงพยาบาล สถานบริการที่รับ ส่งต่อ บ้าน และแหล่งประโยชน์ในชุมชน เพื่อให้เกิดความพร้อมจริง(สิริวรรณและคณะ, 2549)

3. การบริการสุขภาพที่บ้าน (Home Health care) การบริการสุขภาพที่บ้านเป็นการให้การดูแลรักษาพยาบาล ณ ที่อยู่อาศัยของผู้ป่วยโดยมุ่งเน้นการรักษาที่ต่อเนื่อง สนับสนุนและช่วยเหลือผู้ป่วยให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้(สิริวรรณและคณะ, 2549 และ สำเริง และรุจิรา, 2548) โดยเฉพาะผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัวที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยระยะพักฟื้น ผู้ป่วยเรื้อรังหรือพิการรวมทั้งผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยให้บริการด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมป้องกันโรค และฟื้นฟูสภาพ คำนึงถึงสังคมและวัฒนธรรมที่บานและชุมชนโดยผู้ป่วยและครอบครัวมีส่วนร่วมในการวางแผนการดูแลสุขภาพ

2. ผู้ป่วยกลุ่มไหนที่ควรจะดูแลต่อเนื่อง

เราได้ระดมความคิดเห็นทั้งจากทีมสุขภาพและผู้ป่วยแล้ว สรุปได้ว่า ผู้ป่วยที่ควรดูแลต่อเนื่องคือผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือผู้ดูแลยังขาดความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วย ผู้ป่วยที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ติดตัวกลับบ้าน ผู้ป่วยกลุ่มนี้เช่น ผู้พิการทุกประเภท ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะภายหลังได้รับการผ่าตัดสมอง ผู้ป่วยที่ต้องคาท่อหลอดลมคอ คาสายยางให้อาหาร คาสายสวนปัสสาวะ เป็นต้น

3. กระบวนการดูแลต่อเนื่องควรเริ่มเมื่อไหร่ดี

เริ่มเร็วเท่าไรยิ่งดี ควรเริ่มตั้งแต่ผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาตั้งแต่ที่งานอุบัติเหตุฉุกเฉินหรืองานผู้ป่วยนอก

แล้วท่านละเคยจัดการกับปัญหาเหล่านี้บ้างไหมค่ะ แลกเปลี่ยนกับทีมเราบ้าง

แลกเปลี่ยนกระบวนการดูแล

จากปฐมบทการทบทวนวรรณกรรมเราจะพบว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพควรประกอบด้วยทีมสุขภาพ ผู้ป่วย และผู้ดูแล สำหรับบทนี้ทีมเราขอแลกเปลี่ยนFlowchart ที่พวกเรานำมาใช้เป็นเข็มทิศ บอกทิศทางการดูแลสุขภาพต่อเนื่องของพวกเราค่ะ ดังภาพค่ะ
ภาพเบลอๆใช่ไหมค่ะ ถ้าอย่างนั้นเราจะขอเสนอรายละเอียดพอสังเขปนะคะ กระบวนการดูแลต่อเนื่องของเราจะมี 3 ระยะค่ะ คือ ระยะเตรียมความพร้อม ระยะฝึกทักษะเพื่อพัฒนาศักยภาพ และระยะให้บริการสุขภาพที่บ้าน รายละเอียดดังภาพ






ครั้งนี้เราน่าจะเริ่มมองเห็นทิศทางการดูแลสุขภาพต่อเนื่องสำหรับทีมสุขภาพบ้าง แล้วของทีมท่านละค่ะ เป็นอย่างไร เข้ามาแลกเปลี่ยนกับเราบ้างนะคะ เราอยากรู้จังเลยทีมอื่นทำกันอย่างไร

ปฐมบทการเล่าขานประสบการณ์ดูแล




จากประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาของพยาบาลประจำศูนย์ดูแลสุขภาพต่อเนื่องโรงพยาบาลสกลนคร พบว่า

ถึงแม้พยาบาลประจำหอผู้ป่วยซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยตลอดเวลา และมีบทบาทสำคัญในการเตรียม ผู้ป่วยและญาติให้มีความพร้อมที่จะดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และตลอดระยะเวลาที่ผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติสามารถให้การดูแลตนเองในสภาพแวดล้อมเดิมได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ลดปัญหาความแออัดของผู้ป่วยในโรงพยาบาล

แต่ยังพบว่า เมื่อกลับบ้านแล้วผู้ป่วยและญาติบางรายยังไม่สามารถให้การดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพได้ ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อน และกลับมารับการรักษาซ้ำในโรงพยาบาล สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเกิดจากรูปแบบการดูแลผู้ป่วยยังไม่ครอบคลุมปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของผู้ป่วยแต่ละราย ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนไม่ได้รับการดูแลตามมาตรฐานและไม่ได้รับการส่งต่อเพื่อดูแลต่อเนื่อง ที่บ้าน รวมทั้งการประสานงานกับผู้ดูแลผู้ป่วยในชุมชนไม่มีประสิทธิภาพ

ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ส่งดูแลต่อเนื่องในชุมชนไม่ได้รับการดูแลต่อเนื่องทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆและการกลับมารักษาซ้ำในโรงพยาบาลและเมื่อกลับมารักษาแล้วก็ไม่อยากกลับบ้าน เนื่องจากไม่พร้อมในการดูแลและขาดการสนับสนุนจากบุคลากรสาธารณสุขในชุมชน ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น การติดเชื้อแผลกดทับ ข้อติดแข็งเป็นต้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญในการกลับมารักษาซ้ำในโรงพยาบาล

จากการศึกษาทบทวนวรรณกรรมพบว่าผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องในการดูแลตนเองนั้นจำเป็นต้องอาศัยสหสาขาวิชาชีพในการดูแลร่วมกันได้แก่ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักกายภาพบำบัด นักโภชนากร และนักสังคมสงเคราะห์ ร่วมกันดูแลกับผู้ป่วยและญาติ จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

แล้วท่านละค่ะ คิดเห็นอย่างไร เชิญมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทีมเราได้นะค่ะ

Welcome to dcpsakon Blog



ยินดีต้อนรับผู้ที่ต้องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิด กลวิธี การดูแลสุขภาพต่อเนื่อง


web นี้ทำขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคเรื้อรัง


จากทุกท่านทั่วโลก ทั้งประชาชนทั่วไป และทีมสุขภาพค่ะ


เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จะได้รับการดูแลที่มีคุณภาพค่ะ